มหาพีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza) เป็นพีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกีซา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพไว้รอการกลับคืนชีพตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 481.4 ฟุต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 450 ฟุต ฐานกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นแท่งรูปสามเหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไปเป็นทรงกรวย เชื่อกันว่าพีระมิดองค์นี้จะทนแดดทนฝนอยู่ได้อีกนานกว่า 5,000 ปี มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและเป็นหนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
![]() |
| หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า |
สถานที่ตั้ง
พิกัดภูมิศาสตร์ : 29° 58′ 45.25″ N, 31° 8′ 3.75″ Eที่ตั้ง : AI Haram, Nazlet EI-Semman, AI Haram, Giza Governorate, อียิปต์
ผู้ที่สร้าง : กษัตริย์คีออปส์(CHEOPS) หรือคูฟู (Khufu), กษัตริย์คาเฟร (Khafre) และกษัตริย์คูเร (Menkaure)
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดโจเซอร์ (Djoser's Pyramid) หรือ พีระมิดแห่งซักการา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของอียิปต์ ที่ฟาโรห์โจเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิดรุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51 องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวงอาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อนหน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักเรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)
พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สเนฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิดที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับฟาโรห์ฮูนิ (Huni) ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า พีระมิดเบี้ยว สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้างพีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของพีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้างกลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่างกลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว ประสบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความสำเร็จและส่งผลให้มีการสร้างมหาพีระมิดแห่งกิซ่าที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิดไมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระมิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้ พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น (เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722 ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur) และในยุคสมัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่องจากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดงจากสีหินแกรนิต
วิธีการสร้างมหาพีระมิดแห่งกิซ่า
โครงสร้างเหนือห้องเก็บโลงพระศพ ในพีระมิดคีออปส์ ประกอบขึ้นด้วย แท่งหินแกรนิตสีแดงขนาดใหญ่หลายสิบแท่งซ้อนทับกัน 5 ชั้น แต่ละแท่งมีน้ำหนัก 50 ถึง 70 เมตริกตัน แท่งหินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในหมู่พีระมิดกิซ่าอยู่ภายในวิหารข้างพีระมิดเมนคีเรเป็นแท่งหินปูนที่มีน้ำหนักมากถึง 200 เมตริกตัน
ภูมิปัญญาของคนโบราณนั้นมีสูงกว่าที่คนปัจจุบันจะคาดคิดนัก ทฤษฎีที่เคยเชื่อว่าชาวอียิปต์ใช้กองทัพคนงานจำนวนมหาศาลในการสร้างพีระมิดอาจเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งนักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์ไม่ได้ยกหินที่หนักมหาศาลเหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่มีเครื่องทุ่นแรงช่วยในแบบที่คุณคาดไม่ถึง
น้ำ เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ชาวอียิปต์ใช้ขนย้ายหินก้อนใหญ่จากคลองไปยังจุดหมาย ทั้งหมดที่พวกเขาทำคือการตัดเหลี่ยมและมุมของหินและขุดคลองเพื่อใช้ขนย้าย ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างถูกขนย้ายผ่านคลองนี้หมด
หินจะถูกผูกติดกับทุ่นลอยในน้ำ ดังนั้นพวกเขาสามารถขนย้ายหินไปได้อย่างง่ายดาย
แพหนังแพะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ยกและขนย้ายหินเหล่านี้ ไกลออกไป บรรดาคนงานเตรียมวัสดุพร้อมไว้ในคลอง โดยใช้คูน้ำที่ทำไว้วัดเหลี่ยมมุมของหินแต่ละก้อน และยกมันออกมาเพื่อนำขึ้นไปวางบนพีระมิด
วิธียกหินขึ้นไปบนพีระมิด ยังคงใช้น้ำในการลำเลียงหินหนักเหล่านี้เช่นเดิม
ชาวอิยิปต์สร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่และสูบน้ำเข้าไป ส่งหินที่ผูกติดกับทุ่นลอยเข้าไปในอุโมงค์ส่งขึ้นไปบนยอดพีระมิด
เมื่อมีน้ำเป็นเครื่องทุ่นแรง หินที่ผูกทุ่นก็สามารถลอยขึ้นที่สูงได้อย่างง่ายดาย
ด้านบนพีระมิดในช่วงการก่อสร้างจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำทั้้งข้างนอกและข้างใน
เมื่อหินถูกส่งขึ้นมา หินก็จะถูกเลียงไปยังพื้นที่ที่พวกเขาได้คำนวณไว้
ชาวอียิปต์ คำนวณมุมพีระมิดที่ถูกต้องเอาไว้ ซึ่งก็คือ 53 องศา จากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่า หากวางมุมผิด น้ำก็จะเทไหลออกมา ดังนั้น การวางองศาการคำนวนจะถูกวัดด้วยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของชาวอียิปต์โบราณ ที่คำนวนวิธีการสร้างพีระมิดขึ้นมา
เมื่อกล่าวถึงพีระมิดแห่งกิซ่า จะขาดสิ่งนี้ไปไม่ได้ !!
สฟิงซ์อียิปต์ เป็นการผสมกันระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้นมีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์แสดงไว้คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูแผ่แม่เบี้ยและมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบกษัตริย์ รูปสลักสฟิงซ์ของอียิปต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) บริเวณใกล้กับพีระมิดคาเฟร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)
หน้าที่ของสฟิงซ์ : สฟิงซ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของกษัตริย์ หรือเป็นสัตว์ที่มีชาญฉลาดและมีพลังเพื่อปกป้องพระศพและทรัพย์สมบัติภายในพีระมิด
สฟิงซ์ยักษ์แห่งกีซ่า ถือเป็นสฟิงซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แกะสลักจากหินก้อนขนาดมหึมาเพียงก้อนเดียว โดยมีความยาวของลำตัวที่ 73.5 เมตร สูง 21 เมตรใบหน้ามีความยาว 5 เมตร จมูกยาว 2 เมตร ส่วนเคราไม่สามารถระบุตัวเลขของขนาดได้ ปัจจุบันนี้เคราและจมูกของสฟิงซ์ยักษ์ตัวนี้ ถูกแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ BRITISH MUSEUM กรุงลอนดอน ส่วนลำตัวของสฟิงซ์มีรอยผุกร่อนอย่างชัดเจนทั้งจากสภาพภูมิอากาศอันเลวร้ายในทะเลทรายและพายุทรายพัดกระหน่ำทับถมอยู่เป็นประจำ และเนื่องจากถูกแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากในอดีตท่วมมาถึงครึ่งตัวกัดกร่อนให้บริเวณฐานเสียหายและเหลือร่องรอยการแช่น้ำ ทำให้ปัจจุบันนี้สฟิงซ์ยักษ์อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ก็สามารถมองภาพความยิ่งใหญ่ในอดีตได้จากสิ่งที่ยังเหลืออยู่
credits/sources : https://7thingspacial.wordpress.com/
https://th.m.wikipedia.org/wiki/
https://petmaya.com/how-to-made-pyramid

















